ทำความรู้จักกับ Hallmarks of Aging และการอัปเดตล่าสุด
เนื้อหาสรุปตามความเข้าใจของผมเอง(เช่นเคย)เพราะไม่ชอบจำอะไรแบบไม่มีที่มาที่ไป
ข้อมูลต้นทางจะมาจาก paper นี้[1]
Hallmarks of Aging ฉบับดั้งเดิมปี 2013 เสนอไว้ 9 ข้อ ก่อนที่การอัปเดตในปี 2023 จะขยายเป็น 12 ข้อ โดยเพิ่ม Disabled macroautophagy, Chronic inflammation และ Dysbiosis หลังจากมีหลักฐานสะสมมากขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา(ลำบากคนเรียนเข้าไปอีก)
เห็นครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกันว่าจะจำยังไง แต่ว่าพอดูดีๆ มันดันสอดคล้องกับสมมติฐานของผมเองที่เคยคิดไว้ก็คือ
ความแก่นั้นเกิดจาก 4 กระบวนการหลักๆ
1. Damage สะสม → 2. Repair/Cleanup ตามไม่ทัน → 3. Adaptive response ที่เคยช่วยเริ่มกลายเป็น maladaptive → 4. Systemic dysfunction + inflammation + loss of regeneration แล้ววนกลับไปที่ Damage อีกครั้ง วนเป็นลูปแบบนี้ในแบบที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
1. การสะสมความเสียหายในระดับเซลล์ (Damage Accumulation)

หากไล่เรียง Hallmark แต่ละข้อบนวงจรแห่งความแก่
1.Damage สะสม — “ของในเซลล์เริ่มเสีย”
จะประกอบด้วย 3 ใน 5 ของ Primary hallmark
Genomic instability — DNA เสียหาย/เกิด mutation
Telomere attrition — telomere สั้นหรือเสียหน้าที่
Epigenetic alterations — ระบบควบคุมการเปิด–ปิดยีนเพี้ยนไป
2. ระบบซ่อมแซมและกำจัดขยะที่เสื่อมประสิทธิภาพ
2.Repair / Cleanup ตามไม่ทัน — “ระบบซ่อมและเก็บขยะเริ่มไม่ไหว”
อีก 2 ข้อที่เหลือของ Primary hallmark
Loss of proteostasis
Disabled macroautophagy
Loss of proteostasis คือ ระบบควบคุมคุณภาพโปรตีนเริ่มแย่ลง โปรตีนที่พับผิด เสียหาย หรือจับตัวกันเริ่มสะสม
Disabled macroautophagy คือ ระบบ recycling ของเซลล์ลดลง ทำให้กำจัดของเสียและ organelles ที่เสีย เช่น mitochondria ได้ไม่ดี
3. การตอบสนองเพื่อปรับตัวที่เริ่มส่งผลเสีย (Maladaptive Response)
3.Adaptive response ที่เคยช่วย → เริ่มกลายเป็น Maladaptive
กลุ่มกลไกทางชีววิทยาที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อ ตอบสนองหรือชดเชยความเสียหายจาก Primary Hallmark ตรงกับ Antagonistic Hallmarks 3 ข้อแทบพอดี
Deregulated nutrient-sensing
Mitochondrial dysfunction
Cellular senescence
Nutrient sensing
Insulin/IGF-1, mTOR, AMPK, sirtuins ฯลฯ มีหน้าที่ปรับร่างกายตามภาวะอาหารและพลังงาน
ในวัยเด็กและวัยเจริญเติบโต signaling เพื่อ growth และ anabolism มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเกิดมากเกิน/ต่อเนื่องในช่วงหลังของชีวิต อาจกลายเป็น pro-aging ได้ Paper ใช้ nutrient sensing เป็นตัวอย่างของ antagonistic pleiotropy โดยตรง
Mitochondrial dysfunction
mitochondrial stress เล็กน้อยอาจกระตุ้น adaptive response ที่เป็นประโยชน์ หรือ mitohormesis แต่ถ้าความเสียหายรุนแรงหรือเรื้อรัง → ATP production, metabolism และ cellular signaling เริ่มผิดปกติ
Cellular senescence
เซลล์ที่เสียหายหยุดแบ่งตัว เป็นกลไกป้องกันมะเร็งและช่วย wound healing ในบางบริบท
แต่ถ้า senescent cells สะสมมากไป → SASP → inflammatory signaling → รบกวนเซลล์รอบข้าง
Paper จึงจัดสามข้อนี้เป็น “Antagonistic” เพราะมันมีทั้งด้าน adaptive และ detrimental ขึ้นกับระดับ เวลา และบริบท
4. ความผิดปกติของระบบและการอักเสบเรื้อรัง (Systemic Dysfunction)
4.Systemic dysfunction + Inflammation + Loss of regeneration — “ความเสียหายเริ่มกลายเป็นปัญหาทั้งระบบ”
ประกอบด้วย Integrative Hallmarks 4 ข้อ
Stem cell exhaustion
Altered intercellular communication
Chronic inflammation
Dysbiosis
Stem cell exhaustion = Loss of regeneration
เซลล์ต้นกำเนิดเริ่มไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่และซ่อม tissue ได้เท่าเดิม
ผลคือหลัง injury หรือ stress เนื้อเยื่อกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ยากขึ้น
Altered intercellular communication = System coordination เสีย
เซลล์ อวัยวะ ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบภูมิคุ้มกัน และ extracellular matrix ติดต่อประสานงานกันผิดไป
ดังนั้น aging ไม่ใช่แค่ “เซลล์แก่” แต่เป็น “network ทั้งร่างกายเริ่มทำงานไม่ประสานกัน”
Chronic inflammation = Inflammaging
ความเสียหายจาก Hallmark หลายตัวไปกระตุ้น immune system → inflammatory signaling เพิ่มขึ้น
ที่สำคัญ inflammation ก็ย้อนกลับไปสร้างความเสียหายใหม่ได้อีก
Paper ระบุว่า inflammaging เกิดจากความผิดปกติที่มาจาก Hallmarks อื่นหลายระบบ
Dysbiosis = ระบบนิเวศ microbiome เปลี่ยน
Microbiome ที่เปลี่ยนไปสามารถเชื่อมกับ intestinal barrier, immunity, inflammation และ metabolism จึงกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของ systemic aging
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต้นเหตุและกลไกความแก่
Hallmarks ไม่จำเป็นต้องเป็น Ultimate Causes ของ aging แต่เป็นกลไกสำคัญที่อยู่ระหว่าง upstream drivers กับ biological aging และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว Hallmark แต่ละข้อสามารถกลายเป็น driver ไปเร่ง Hallmark อื่นต่อได้อีก
เขียนเป็น Flow diagram ง่ายๆจะเป็นแบบนี้
Upstream Drivers + Time-dependent Endogenous Damage → Hallmarks of Aging → Loss of Resilience & Regeneration → Biological Aging
ตัวอย่างการกระตุ้นกลไกความแก่ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ในแต่ละสิ่งกระตุ้นสามารถส่งผลต่อ Hallmark ได้หลายข้อในครั้งเดียว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ คุณเป็นคนที่ชอบกินกล้วยทอด การกินกินกล้วยทอดไม่ได้ทำให้เราแก่ทันที
แต่ถ้าการกินลักษณะนี้กลายเป็น chronic metabolic exposure… เมื่อถึงจุดที่ร่างกายจัดการได้ไม่หมดจะเริ่มมี Energy/substrate overload + glycation/lipid oxidation products สะสมเกิดขึ้น
การกินกล้วยทอดบ่อย ๆ
↓
Energy excess + glycation/oxidation burden
↓
Deregulated nutrient sensing
-Overanabolic จาก Refined Carbs+Fat
↓
Proteostasis / Autophagy burden ↑
-AGEs จาก Carbs และ Lipid peroxidation จาก Toxin จากการทอด เมื่อ damaged proteins และ organelles เพิ่มขึ้น ภาระของระบบ autophagy ก็เพิ่มตาม
หากระบบกำจัดของเสียตามไม่ทันจะเกิด accumulation มากขึ้น
↓
Mitochondrial stress
-จาก Energy Toxicities
↓
Senescence
↓
Chronic inflammation
↓
Damage เพิ่มขึ้น
↺
คุณเห็นไหมว่า พฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการกินของทอดและพลังงานสูงเป็นประจำ สามารถสร้าง metabolic environment ที่ไปกระทบกลไกที่เกี่ยวข้องกับ Hallmarks of Aging ได้หลายข้อพร้อมกัน!!
ถ้าคุณไม่อยากแก่จากกินกล้วยทอด องค์ความรู้ในปัจจุบันคุณสามารถหาวิธีการที่จะทำให้ไม่มี ROS ด้วย Antioxidants, ปิด mTOR ด้วย AMPK activator, ฆ่า senescent cells ให้หมดหรือแม้กระทั่งกด inflammation ให้ต่ำสุดๆด้วยยาบางชนิด แต่อย่าลืมว่า ROS, mTOR, senescence และ inflammation ล้วนมีหน้าที่ทางสรีรวิทยาในระดับและช่วงเวลาที่เหมาะสม
ถ้าคุณถอยออกมาอีกนิดวิธีการที่ง่ายที่สุดตาม Common sense ก็คือลดหรืองดการกินกล้วยทอด เพราะถือว่าเป็น intervention ที่แก้ทีเดียว 6 Hallmark of aging เลย
ดังนั้นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก Hallmarks of Aging จึงไม่ใช่ว่าเราต้องออกตามล่ากำจัดความแก่ทีละ Hallmark แต่คือการย้อนกลับไปถามว่า อะไรกำลังสร้าง Damage ให้ร่างกายมากเกินไป อะไรทำให้ระบบ Repair และ Cleanup ตามไม่ทัน และเราจะรักษา Resilience—ความสามารถในการซ่อม ปรับตัว และฟื้นกลับเข้าสู่สมดุล—ของคนแต่ละคนไว้ให้นานที่สุดได้อย่างไร
บทสรุป: การรักษาความสามารถในการฟื้นตัวและ Healthspan
เป้าหมายสุดท้ายจึงอาจไม่ใช่การ ‘ไม่แก่’ แต่คือการแก่โดยที่ระบบยังมีความสามารถในการฟื้นตัว และมีช่วงชีวิตที่แข็งแรงหรือ Healthspan ให้นานที่สุดครับ ❤️